Walkable City

เมื่อก้าวเล็กๆของคุณเปลี่ยนเมืองได้ สำรวจความน่าสนใจ ปัญหา และแนวทางพัฒนาเมืองที่ (คน) เดินได้

เมืองเดินได้ไม่ใช่แค่แนวคิดในอุดมคติ แต่คือคุณภาพชีวิตที่ทุกคนควรสัมผัสได้🫂

วันนี้ทีม UrbanFlip จะมาเล่าเรื่องเมืองให้น่าอยู่ขึ้นด้วยการเลือก “เดิน”
ผ่านบทความสำรวจความน่าสนใจ ปัญหา และแนวทางการพัฒนาเมืองที่ (คน) เดินได้ (Walkable City) ตอนที่ 1
เย็นศุกร์สุดหรรษา คุณเลิกงานจากออฟฟิศแห่งหนึ่งบนเส้นอโศก ตั้งใจแวะเทอร์มินอล
ก่อนกลับบ้านไปพักผ่อนกับครอบครัว แต่ไม่ใช่คุณคนเดียวที่ใช้ถนนเส้นนี้
อโศกมนตรี ถือเป็นถนนที่ขึ้นชื่อเรื่องรถติดที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะช่วงเวลาแห่งการหลุดพ้นอย่างเย็นวันศุกร์ ประมาณการว่าคุณอาจต้องใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์จากออฟฟิศไปเทอร์มินอลที่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งกิโลนานถึง 30 นาที แต่ถ้า ‘เดิน’ คุณจะใช้เวลาเพียงประมาณ 10 นาที หรือถ้าคนอื่นร่วมเดินด้วยซัก 40 คน จะช่วยลดปริมาณรถยนต์
ส่วนตัวในช่วงนั้นลงราว 9-10% การเลือกเดินแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว จึงถือเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง (Modal Shift) ที่มีประสิทธิภาพในการบรรเทาปัญหารถติดได้มากที่สุดรูปแบบหนึ่ง และเป็นกลยุทธ์ที่หลายเมืองทั่วโลกใช้ในการพัฒนาสภาพแวดล้อมเมือง

แล้วเมืองพร้อมให้ เดิน เดินเล่น เดิน เดินเล่น แค่ไหน?

แต่ใช่ว่าการเดินในเมืองจะเป็นเรื่องง่าย ถ้าจากมุมประชาชน แน่นอนว่าเราพร้อมเดินอยู่แล้ว คำถามคือ แล้วเมืองล่ะ พร้อมให้เราเดินแค่ไหน?
จากการศึกษาระดับความเป็นเมืองเดินได้ของเมืองใหญ่ทั่วโลก
โดยเว็บไซต์ Compare the Market ชี้ว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองที่เดินได้น้อยที่สุด
(least walkable) อันดับที่ 6 ของโลก ข้อพิสูจน์ไม่ต้องหาจากไหนไกล เชื่อว่าใครที่อยู่ในกรุงเทพฯหรือนักท่องเที่ยวที่แวะมาเยี่ยมเยือนเมืองเทพสร้างแห่งนี้ ก็คงประสบปัญหาของการเดินในเมืองแล้ว ไม่ว่าจะเป็น
  • หลายพื้นที่ไม่มีฟุตบาท คนต้องลงไปเดินบนถนนร่วมกับรถ เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ
  • พื้นที่ที่มีฟุตบาท ถ้าไม่ใช่ย่านธุรกิจชั้นนำ (prime CBD) ก็มักเป็นฟุตบาทที่แคบ ขรุขระ เต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง หรือเป็นฟุตบาทกับระเบิด (Minesweeper footpath) ที่เวลาฝนตกต้องลุ้นว่าอิฐก้อนไหนเหยียบแล้วจะมีน้ำพุ่งออกมา
  • ร้อน ไม่มีต้นไม้ให้ร่มเงา ถึงจะมีร่มส่วนตัว แต่ถ้าไม่มีต้นไม้ช่วยดูดซับความร้อน อุณหภูมิอากาศที่สะท้อนจากพื้นคอนกรีตก็อาจสูงมากกว่า 40 องศา
  • อันตราย ทั้งจากรถมอเตอร์ไซต์ที่ขึ้นมาขับขี่บนฟุตบาท ไม่มีแสงส่องสว่างตอนกลางคืน และการข้ามทางม้าลาย ที่มักไม่มีป้ายสัญญาณชัดเจนและผู้ใช้รถไม่ตระหนักในการหยุดให้คนข้าม
  • มลพิษ จากการเดินที่ควรส่งเสริมสุขภาพประชาชน กลายเป็นคนเดินต้องสูด PM2.5 จากไอเสียรถ หรือ PM10 จากฝุ่นก่อสร้างหรือฝุ่นตามพื้นถนนมากกว่าคนโดยสารบนท้องถนน
  • ปัญหาอื่น ๆ จากโครงสร้างเมือง เช่น ซอยตัน โครงข่ายถนนซับซ้อน พื้นที่อยู่ห่างไกลจากขนส่งสาธารณะหลัก จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าหรืออาคารไม่ต่อเนื่องในบางจุด เป็นต้น
ข้อจำกัดของการเดินในเมืองเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ
แต่ยังรวมถึงเมืองเล็กใหญ่ในต่างจังหวัดด้วย เสมือนเป็นปัญหาคลาสสิคที่อยู่ร่วมกับระบบบริหารจัดการเมืองของไทย ที่ทุกเมืองมักมีโครงสร้างหน่วยงานดูแลและแนวคิดการจัดการคล้ายกัน ผลลัพธ์จึงออกมาไม่ต่างกัน

ทำไม เดินไม่ได้ซักที ทำไงให้เดินได้

ถ้าเมืองน่าเดิน เชื่อว่าประชาชนก็อยากเดินกันอยู่แล้วแล้วเราจะทำให้เมืองน่าเดินขึ้นได้ยังไง? อะไรคือกุญแจที่จะไขปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้มหานครเทพสร้างอย่างกรุงเทพ
เป็นหนึ่งในเมืองที่เดินได้น้อยที่สุดโลก ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่รัฐไม่แก้
แต่ต้องบอกว่าแก้ไม่ง่าย แก้ไม่ตก และมักแก้ด้วยแนวทางที่ไม่มีประสิทธิภาพพอ
ถ้าเรามองการดำเนินการที่ผ่านมา จะเห็นว่าปัญหาหลักของรัฐในการบริหารจัดการทางเท้า
มี 2 ส่วน คือโครงสร้างหน่วยงานดูแลที่ทับซ้อนกัน และแนวคิดการจัดการที่ไม่ให้ความสำคัญกับคนเดินเท้ามากพอด้านโครงสร้างหน่วยงาน (Institutional Structure) ที่ทับซ้อนกัน ตรงนี้ถ้าเราแยกองค์ประกอบของสิ่งที่อยู่ร่วมกับทางเท้าออกมา จะเห็นว่าแต่ละส่วนต้องจัดการโดยหน่วยงานคนละหน่วยงานกันแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • ถนน = สำนักการโยธา, 
  • สำนักงานเขต, กรมทางหลวง, 
  •  การทางพิเศษฯ ฟุตบาท = 
  • สำนักงานเขต ท่อระบายน้ำ/
  • คลอง = สำนักการระบายน้ำ เสา
  • ไฟฟ้า/สายไฟฟ้า = การไฟฟ้า
  • นครหลวง ต้นไม้ = สำนักสิ่ง
  • แวดล้อม ป้ายจราจร = สำนัก
  • การจราจรและขนส่ง
  • รถไฟฟ้า = กรุงเทพมหานคร, 
  • การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนฯ, การ
  • รถไฟแห่งประเทศไทย 
ทำให้การดำเนินงานของหน่วยงานหนึ่ง ส่งผลกระทบต่องานในความรับผิดชอบของหน่วยงานอื่น หรือการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ทางเท้าที่ต้องประสานการดำเนินการแก้ไขจากหลายหน่วยงาน สำหรับแนวคิดการจัดการที่ไม่ให้ความสำคัญกับคนเดินเท้ามากพอ จะเห็นว่าถูกสะท้อนผ่านแนวนโยบายและการดำเนินงานของภาครัฐหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น 
  • การทุ่มงบให้ถนนมากกว่าทางเท้า ทำให้โครงสร้างพื้นฐานรองรับรถยนต์เติบโตเร็วกว่าโครงสร้างพื้นฐานสำหรับคนเดิน คนเดินเท้าจึงถูกมองเป็น “ผู้ใช้รอง” (secondary users) และพื้นที่เพื่อการเดินไม่สามารถพัฒนาในระดับระบบเมืองได้ 
  • การเน้นซ่อมเฉพาะจุดหรือการจัดการเชิงรับ (Reactive Maintenance) แทนการวางแผนเชิงรุก (Proactive Planning) ด้วยการทำทางเท้าใหม่ทั้งย่าน การพัฒนาปรับปรุงจึงยังเกิดเป็นหย่อม ๆ ไม่สามารถยกระดับโครงข่ายทางเดินได้ทั้งระบบ 
  • การบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement) ที่ไม่จริงจังต่อการใช้ทางเท้าผิดวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถบนฟุตบาท การตั้งสิ่งกีดขวาง หรือการใช้พื้นที่เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งลดทอนพื้นที่เดินที่ควรเป็นของประชาชน และทำให้ “Right of Way ของคนเดินเท้า” ถูกจำกัดลง 
  • การขาดแผนแม่บททางเดินเท้า (Pedestrian Master Plan) ทำให้การพัฒนาทางเท้าไม่ได้ถูกขับเคลื่อนภายใต้กรอบยุทธศาสตร์เมือง ส่งผลให้มาตรฐานทางเดิน การจัดลำดับพื้นที่ลงทุน และการเชื่อมต่อระหว่างโครงสร้างพื้นฐานยังขาด “ภาพระบบ” ที่ชัดเจน และไม่ถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์เหมือนในเมืองชั้นนำ

ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้กรุงเทพฯยากที่จะเข้าใกล้ความเป็นเมืองเดินได้ การดำเนินงานของกทม.ในปัจจุบันเองได้พยายามก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานการปรับปรุงทางเท้าแบบทั้งช่วงถนน การใช้ระบบดิจิทัลและการประสานงานเพื่อลดความทับซ้อนของหน่วยงานอย่าง traffy fondue และการเข้มงวดกับการจอดรถบนทางเท้า ความคืบหน้าเหล่านี้สะท้อนแนวโน้มใหม่ของเมืองที่เริ่มเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาแบบเฉพาะจุด ไปสู่การมองทางเท้าในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

แต่การจะทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่เดินได้จริงต้องแอคทีฟกว่านี้ ด้วยการขยับเข้าสู่การดำเนินการเชิงรุกมากขึ้น ผ่านแนวทางที่มีตัวอย่างความสำเร็จจากหลายประเทศ ไม่ว่าเป็นการ
  1. จัดตั้งหน่วยงานกลางในการพัฒนาทางเท้าโดยเฉพาะ (Sidewalk Authority) เพื่อกำหนดมาตรฐาน อนุมัติงาน และบูรณาการสาธารณูปโภคในที่เดียว คล้ายรูปแบบของ Singapore Land Transport Authority (LTA) ที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานคนเดินทั้งหมดผ่านหน่วยงานเดียว ทำให้สามารถพัฒนาย่านเดินเท้าอย่างเป็นระบบ
  2. พัฒนา Walkability Prioritization Map ด้วย Big Data โดยนำข้อมูล Mobility, ความเสี่ยงอุบัติเหตุ, ที่ตั้งโรงเรียน–ป้ายรถเมล์สำคัญมาวิเคราะห์เพื่อจัดลำดับพื้นที่ลงทุนให้ตรงจุด เช่นเดียวกับ Transport for London (TfL) ที่วิเคราะห์ข้อมูลการเดินเท้าและจุดเกิดเกิดอุบัติเหตุเพื่อระบุตำแหน่งและจัดลำดับพื้นที่ที่ต้องได้รับการพัฒนาก่อน
  3. ออกแบบ “ย่านเดินได้” แบบครบชุด ไม่ใช่แค่การซ่อมทางเท้า แต่ครอบคลุมร่มเงา ความต่อเนื่อง จุดข้ามปลอดภัย การลดความเร็วรถ และการปรับสภาพแวดล้อมทางเท้าให้น่าเดิน ดึงดูดความสนใจให้ประชาชนหันมาเดินกันมากขึ้น คล้ายการพัฒนาของเมืองโคเปนเฮเกน (Copenhagen) ที่ให้บริษัทที่ปรึกษาด้านการออกแบบและวางผังเมือง “Gehl Architects” พัฒนาเมืองภายใต้แนวคิด “Cities for People” โดยเน้นการปรับทัศนียภาพและกิจกรรมการสร้างปฏิสัมพันธ์ของคนเมือง

“เมืองเดินได้” (Walkable City)

“เมืองเดินได้” (Walkable City) จึงเป็นแนวคิดการพัฒนาเมืองที่ต้องมุ่งออกแบบให้คนสามารถเดินได้จริง เดินได้สะดวกปลอดภัย สนุก และมีจุดหมายที่เข้าถึงง่าย โดยมีเป้าหมายหลักคือลดการพึ่งพารถยนต์ เพิ่มคุณภาพชีวิต และทำให้ระบบเมืองมีประสิทธิภาพขึ้นทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

EP หน้า เราจะมาดูกันว่าหากเมืองเดินได้เกิดขึ้นจริงแล้ว ประชาชนและเมืองจะได้อะไรบ้างจากสภาพแวดล้อมเมืองที่เอื้อต่อการเดินมากขึ้น รวมทั้งตัวอย่างย่านที่ได้รับการพัฒนาไปบางส่วน ตลอดจนการสำรวจคะแนนความน่าเดินของพื้นที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ

อ้างอิง

Writer & Photographer

Picture of Weerawat Wansen

Weerawat Wansen

สนใจเทคโนโลยี ภูมิศาสตร์เมือง และการพัฒนาเมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
Picture of Kronrawan Soisunthorn

Kronrawan Soisunthorn

Urban researcher and spatial designer exploring cities through everyday life, human narratives, and lived experiences.

Share this:

Like this:

Like Loading…

Discover more from Urbanflip

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading