การท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ คำตอบใหม่ของการท่องเที่ยวไทย

ในประเทศไทย การท่องเที่ยวยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และถูกพูดถึงอยู่เสมอในฐานะหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจประเทศ ภาพนักท่องเที่ยวหนาแน่นในกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ หรือเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอื่น ๆ กลายเป็นภาพที่เราคุ้นตากันดี แต่ท่ามกลางความคึกคักเหล่านี้ ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่เงียบเหงา ทั้งที่เต็มไปด้วยทรัพยากร วัฒนธรรม และเรื่องราวน่าสนใจไม่แพ้ใคร ปัญหาการกระจุกตัวของการท่องเที่ยวจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นโจทย์ใหญ่ที่เราพูดถึงกันมานาน แต่ยังหาคำตอบที่ลงตัวได้ยาก 

หลายคนอาจคิดว่าปัญหาการท่องเที่ยวของไทยเกิดจากนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป หรือเพราะเมืองรองยังไม่เป็นที่รู้จักมากพอ แต่เมื่อมองให้ลึกขึ้น จะพบว่าหัวใจของปัญหาอยู่ที่รูปแบบการพัฒนาที่ยังคงวนอยู่กับแหล่งท่องเที่ยวเดิม การเดินทางที่ไม่เอื้อต่อการเชื่อมโยงพื้นที่ และการบริหารจัดการที่ต่างคนต่างทำ ผลลัพธ์คือเมืองท่องเที่ยวหลักต้องแบกรับทั้งความแออัดและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ในขณะที่พื้นที่รอบข้างกลับไม่ได้รับโอกาสในการเติบโต ทั้งที่มีศักยภาพไม่แพ้กัน 

แนวคิด Cluster Tourism หรือการพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบกลุ่มพื้นที่ที่เชื่อมโยงกัน จึงเข้ามาเป็นอีกมุมมองสำคัญที่ชวนให้เรามองการท่องเที่ยวในภาพใหญ่ขึ้น ไม่ใช่แค่การสร้างจุดท่องเที่ยวใหม่เพิ่มขึ้น แต่คือการเชื่อมเมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนรอบข้างเข้าด้วยกัน ให้การเดินทางลื่นไหล กระจายนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น และสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่อย่างทั่วถึงมากขึ้น ในบทความนี้ ทีม UrbanFlip อยากชวนทุกคนมาสำรวจไปพร้อมกันว่า ทำไม Cluster Tourism อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยพาการท่องเที่ยวไทยก้าวไปสู่อนาคตที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกฝ่าย 

การท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญอะไรอยู่ ทำไมโมเดลเดิมจึงพาเราไปต่อไม่ได้

ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก ไม่ต่างจากอีกหลายประเทศทั่วโลก แต่เมื่อเวลาผ่านไปและมองย้อนกลับมาที่ข้อมูลหลังวิกฤต เรากลับพบว่าการท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าหลายประเทศอย่างเห็นได้ชัด ภาพนี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า รูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ อาจไม่ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไปแล้วเราลองมาดูกันว่าปัจจัยใดบ้างที่ทำให้การท่องเที่ยวไทยยังชะงัก และแนวทางใดที่อาจช่วยพาให้เราเดินหน้าต่อไปได้ 

อัตราการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวช่วงหลังโควิด-19 ที่มา Social Design Lab

ประเด็นที่ 1: ประเทศไทยเน้น “การขายสถานที่” มากกว่าสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในระยะยาว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวไทยเติบโตจากแหล่งท่องเที่ยวเดิม ๆ ที่เราคุ้นเคย ทั้งทะเล ภูเขา และเมืองท่องเที่ยวหลัก ความสำเร็จเหล่านี้สร้างรายได้จำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็พาเอาปัญหาความแออัด สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม และการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดของพื้นที่ตามมาด้วย จนหลายเมืองต้องเผชิญกับภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (overtourism) 

ประเด็นที่ 2: เมืองรองถูกมองข้าม 

ในขณะที่เมืองท่องเที่ยวหลักยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เมืองรองและชุมชนที่มีศักยภาพจำนวนมากกลับยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง ทั้งที่มีเรื่องราว วัฒนธรรม และเสน่ห์เฉพาะตัว สิ่งนี้สะท้อนว่าโครงสร้างการท่องเที่ยวของไทยยังคงเน้นการขายจุดหมายปลายทางมากกว่าการลงทุนในประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่สามารถออกแบบ บริหารจัดการ และเติบโตได้ในระยะยา 

ประเด็นที่ 3: ผู้ประกอบการไทยยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม

หัวใจสำคัญของประสบการณ์ท่องเที่ยวคือผู้ประกอบการ แต่ผู้ประกอบการรายย่อยและท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยยังขาดการสนับสนุนด้านทักษะการบริการ การบริหารจัดการ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อความประทับใจของนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังสะท้อนกลับไปถึงภาพลักษณ์ของประเทศ การยกระดับผู้ประกอบการจึงไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือการลงทุนในคุณภาพการท่องเที่ยวของไทยในภาพรวม  

ประเด็นที่ 4: คมนาคมขนส่งที่ยังไม่เอื้ออำนวยให้เมืองและนักท่องเที่ยวเชื่อมต่อกัน

แม้จะมีการพูดถึงการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในความเป็นจริง เมืองรองจำนวนมากยังเดินทางเข้าถึงได้ยาก ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างสะดวก และการเดินทางยังต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคลเป็นหลัก เมื่อการคมนาคมไม่ได้ถูกออกแบบควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว เมืองที่มีศักยภาพจึงยังไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ 

ประเด็นที่ 5: ไทยยังอาศัยข้อมูลย้อนหลังและความคุ้นเคยในการพัฒนาการท่องเที่ยว

การวางแผนและบริหารจัดการการท่องเที่ยวของไทยจำนวนมากยังอาศัยข้อมูลย้อนหลังหรือประสบการณ์เดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่สำรวจ การทำแบบสอบถาม หรือการสัมภาษณ์ ซึ่งแม้จะมีคุณค่า แต่ยังไม่เพียงพอในโลกที่การเดินทางเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การนำข้อมูลแบบเรียลไทม์มาใช้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเข้าใจความหนาแน่น พฤติกรรม และผลกระทบเชิงพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพประสบการณ์การท่องเที่ยวให้ดีขึ้นทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวและชุมชน  

ประเด็นที่ 6: การดำเนินงานของภาครัฐยังขาดการบูรณาการ

บทบาทของภาครัฐด้านการท่องเที่ยวที่ผ่านมา มักเน้นการกำกับดูแลมากกว่าการลงทุนในกำลังคนและระบบสนับสนุนผู้ประกอบการ แม้จะมีนโยบายและโครงการจำนวนมาก รวมถึงการกำหนดเขตพัฒนาการท่องเที่ยวครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ แต่การดำเนินงานในทางปฏิบัติยังคงกระจัดกระจาย ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและระดับพื้นที่ 

มารู้จักกับ การท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์  Cluster Tourism  

หากอธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ  “คลัสเตอร์” คือการรวมกลุ่มของกิจกรรมหรือธุรกิจที่อยู่ใกล้กันในเชิงพื้นที่ และเชื่อมโยงกันด้วยความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ทรัพยากร หรือการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน แนวคิดนี้ถูกใช้แพร่หลายในภาคอุตสาหกรรม เพราะความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ช่วยให้การสื่อสาร การประสานงาน และการพัฒนาเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น เมื่อแนวคิดคลัสเตอร์ถูกนำมาปรับใช้กับการท่องเที่ยว จึงเกิดเป็น Cluster Tourism ซึ่งไม่ได้มองการท่องเที่ยวเป็นเพียงสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่เป็นการมองระบบพื้นที่ในภาพรวม ที่ประกอบด้วยแหล่งท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ โครงสร้างพื้นฐาน ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องเติบโตไปพร้อมกัน โดยคลัสเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวควรมีลักษณะทางวัฒนธรรม ธรรมชาติกายภาพ และสังคมที่กำหนดอัตลักษณ์ของตนเอง 

Cluster Tourism เน้นการรวมกลุ่มของแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เช่น ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง กิจกรรมท่องเที่ยว เทศกาล หรือทุนทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางที่มีเอกลักษณ์และบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ความหลากหลายของพื้นที่มาสร้างประสบการณ์ที่ต่อเนื่องให้กับนักท่องเที่ยว ตั้งแต่เมืองหลัก เมืองรอง ไปจนถึงชุมชนรอบข้าง ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพการท่องเที่ยว ลดความซ้ำซ้อน และกระจายผลประโยชน์ได้กว้างขึ้น 

สำหรับประเทศไทยที่เผชิญปัญหาการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในไม่กี่จังหวัด Cluster Tourism ถือเป็นคำตอบสำคัญ เพราะช่วยลดแรงกดดันจาก overtourism ในเมืองหลัก พร้อมเปิดโอกาสให้เมืองรองและพื้นที่ศักยภาพเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่การท่องเที่ยวมากขึ้น การพัฒนาในลักษณะคลัสเตอร์ยังเอื้อต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ การพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น และการสร้างอัตลักษณ์พื้นที่ที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจและคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว 

ตัวอย่างกลยุทธ์การท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ของประเทศญี่ปุ่น ที่มา Social Design Lab

หมู่เกาะเซโตะอุจิ Cluster Tourism ที่ประสบความสำเร็จ

ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการนำแนวคิด Cluster Tourism มาใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ คลัสเตอร์การท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกฐานะหมู่เกาะแห่งศิลปะ นั่นคือ เซโตะอุจิ” นั่นเอง 

เซโตะอุจิ (瀬戸内: Setouchi) เป็นชื่อเรียกแทนพื้นที่โดยรอบทะเลเซโตะใน โดยครอบคลุม จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเฮียวโกะ จังหวัดโอคายามะ จังหวัดฮิโรชิม่า จังหวัดยามากุจิ จังหวัดโทคุชิมะ จังหวัดคากาวะ และจังหวัดเอฮิเมะ ที่อยู่บริเวณภาคตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น พื้นที่แถบนี้มีทัศนียภาพอันงดงามของทะเลและเกาะต่าง ๆ กว่า 700 เกาะ อย่างไรก็ตาม เซโตะอุจิในอดีตกลับประสบปัญหาสังคมสูงวัย การย้ายถิ่นของวัยแรงงานในพื้นที่ และความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมจากมลพิษอุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจซบเซาลง และบ้านเรือนหลายหลังถูกทิ้งร้าง 

ด้วยเหตุนี้ เมืองจึงมีแนวคิดพัฒนาฟื้นฟูเพื่อดึงดูดแรงงานและนักท่องเที่ยว  ด้วยการสร้างความร่วมมือระหว่าง จังหวัดรอบทะเลเซโตะใน เกิดเป็นคลัสเตอร์การท่องเที่ยวที่จะนำมาพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กับเกาะ โดยมีการวางแผนปรับปรุงภูมิทัศน์และสร้างแบรนด์ให้กับเมืองด้วยศิลปะ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามายังพื้นที่ นอกจากนี้ หมู่เกาะเซโตะอุจิยังมีการจัดเทศกาลศิลปะนานาชาติเซโตะอุจิ หรือ Setouchi International Art Triennale ทุก ๆ สามปีมาตั้งแต่ ค.ศ. 2010 โดยในช่วงเทศกาลจะมีการนำผลงานศิลปะจากศิลปินชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติมาจัดแสดงในบริเวณเกาะต่าง ๆ ร่วมกับการแสดงผลงานในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับชมกัน จนพื้นที่นี้กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลศิลปะร่วมสมัยที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้คลัสเตอร์การท่องเที่ยวเซโตะอุจิประสบความสำเร็จ คือ การผนวกรวมเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการพัฒนาเมือง โดยมีการประยุกต์ใช้ Mobility Data ข้อมูลระบบพิกัด (GPS) และ FreeWiFi เพื่อนำข้อมูลพฤติกรรมและลักษณะการเคลื่อนที่ของผู้คนบนเกาะและนักท่องเที่ยวมาช่วยในการวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาเมืองและการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาด้านการออกแบบเมืองและการท่องเที่ยว 

คลัสเตอร์หมู่เกาะเซโตะอุจิทั้ง 7 จังหวัด ที่มา SETOUCHI REFLECTION TRIP

นโยบายการพัฒนา เพื่อตอบโจทย์การท่องเที่ยวไทย

ในประเทศไทยมีการสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบคลัสเตอร์ที่มีความใกล้ชิดกันในเชิงภูมิศาสตร์ โดยได้กำหนดนโยบายและแผนงานรองรับผ่านพระราชบัญญัตินโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 17 ซึ่งกำหนดให้มีการประกาศเขตพัฒนาการท่องเที่ยวจำนวน 15 เขต ครอบคลุมพื้นที่ 61 จังหวัด (กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา, 2565) 

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ของประเทศไทยยังคงประสบข้อจำกัดในด้านการนำข้อมูลมาใช้ในการกำหนดและพัฒนาคลัสเตอร์ โดยเฉพาะการขาดการวิเคราะห์จากพฤติกรรมและรูปแบบการเดินทางของนักท่องเที่ยว รวมถึงการประสานความร่วมมือระหว่างคลัสเตอร์ยังมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากการกำหนดคลัสเตอร์ส่วนใหญ่ยังยึดโยงกับขอบเขตทางภูมิศาสตร์หรือที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก ส่งผลให้ไม่สามารถสะท้อนมิติด้านพฤติกรรมการท่องเที่ยว ทรัพยากรในพื้นที่ และคุณค่าทางวัฒนธรรมได้อย่างครอบคลุมและครบถ้วน 

 

ในปัจจุบัน ภาคส่วนต่าง ๆ เริ่มเล็งเห็นถึงข้อจำกัดดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในภาคการศึกษา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือเชิงนวัตกรรมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนนโยบายและการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว โดยทีม UrbanFlip ซึ่งร่วมมือกับ Social Design Lab คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการศึกษาแนวทางการสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล Mobility Data เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทาง รูปแบบการเคลื่อนที่ และความเชื่อมโยงของแหล่งท่องเที่ยวในเชิงพื้นที่ 

ถนนบรรทัดทอง เป็นย่านยอดนิยมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารขึ้นชื่อมากมาย ทั้งยังตั้งอยู่ระหว่างถนนพระราม และพระราม ซึ่งเป็นถนนที่คึกคักไม่น้อยไปกว่าถนนสายอื่น โดยบรรทัดทองเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Property Management of Chulalongkorn University: PMCU)  

เมื่อก่อนทุกคนคงรู้จักร้านดัง ๆ ในบรรทัดทองไม่น้อย อย่างร้านข้าวมันไก่เจ๊โบว์ ร้านสุกี้เผิงโหย่ หรือบัวลอยปริญญา แต่ทุกวันนี้ร้านในความทรงจำเหล่านี้กลับไม่อยู่ในพื้นที่บรรทัดทองแล้ว (บัวลอยปริญญาปิดสาขาย้ายไปเปิดรวมกับสเต็กอาม่า) นี่ก็เป็นผลจากการการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของพื้นที่เช่นกัน 

ในอดีต ถนนบรรทัดทองเป็นแหล่ง เซียงกง’ ขายอะไหล่รถยนต์และเครื่องจักร ไม่ได้มีนักท่องเที่ยวมากมายนักเนื่องจากเป็นย่านชุมชนที่ทำมาหากินทั่วไป ก่อนจะกลายเป็นแหล่งรวมสตรีทฟู้ดเนื่องจาก PMCU มีแผนพัฒนาที่ดินที่ต้องการสร้างบรรทัดทองให้เป็นแหล่งรวมร้านอาหารสตรีทฟู้ดชื่อดังเพื่อเป็นซอฟต์พาวเวอร์ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 

จากการนำเทคโนโลยีและข้อมูล Mobility Data มาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ แสดงให้เห็นว่าสามารถช่วยทำความเข้าใจพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และนำไปสู่การออกแบบคลัสเตอร์การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกันได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับการใช้งานจริงของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการวางเส้นทางท่องเที่ยว การกระจายตัวของนักท่องเที่ยว หรือการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างคุ้มค่า ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวและสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่โดยรอบ 

 ทีม UrbanFlip หวังว่า งานวิจัยที่ทีมได้มีโอกาสร่วมลงมือทำในครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวเล็ก ๆ ที่ช่วยจุดประกายให้การพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยหันมาใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศในการตัดสินใจมากขึ้น และต่อยอดไปสู่การวางกลยุทธ์และนโยบายการท่องเที่ยวแบบ Evidence-based Policy ที่เปิดโอกาสให้พื้นที่ ชุมชน และนักท่องเที่ยว เติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุลและยั่งยืน 

อ้างอิง

Writer & Photographer

Picture of Chirapha Muenrit

Chirapha Muenrit

RESEARCH ASSISTANT
Picture of Kronrawan Soisunthorn

Kronrawan Soisunthorn

Urban researcher and spatial designer exploring cities through everyday life, human narratives, and lived experiences.

Share this:

Like this:

Like Loading…

Discover more from Urbanflip

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading