3 พื้นที่ 3 จังหวะการออกแบบเมือง

ในเขตมหานครโตเกียว (ตอนที่ 3)

ในบทความที่ 3 ทีม UrbanFlip จะพาทุกคน เปลี่ยนจังหวะอีกครั้ง สู่จังหวะที่ช้า ละเอียดอ่อน และเต็มไปด้วยชั้นเชิงของกาลเวลา ย่านที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความเร็วหรือการแข่งขัน แต่ดำรงอยู่ด้วยความทรงจำ เรื่องราว และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน 

ภาพ บรรยากาศภายในย่านเมืองเก่าคาวาโกเอะ | ภาพจาก Marchima T

ย่านเมืองเก่าคาวาโกเอะ จังหวะที่นุ่มลึกและประณีต

ย่านเมืองเก่าคาวาโกเอะ 

(川越 蔵造りの町み / Kawagoe Kurazukuri no Machinami) หรือที่บางคนรู้จักกันในชื่อ “เอโดะน้อย” ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว แต่กลับมีบรรยากาศที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน ด้วยอาคารไม้เก่า ถนนสายแคบ และกลิ่นอายประวัติศาสตร์ที่ยังคงอยู่ครบถ้วน คาวาโกเอะจึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของเมืองเก่าที่ไม่ได้หยุดอยู่กับอดีต แต่ค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับชีวิตร่วมสมัยโดยไม่สูญเสียตัวตนของตัวเอง

 

ในอดีต คาวาโกเอะเป็นเมืองการค้าที่สำคัญ โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งกระจายสินค้าไปยังเอโดะ หรือโตเกียวในปัจจุบัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ระบบคมนาคมและรูปแบบเศรษฐกิจเกิดการพัฒนา ทำให้บทบาทของคาวาโกเอะในฐานะเมืองการค้าค่อย ๆ ลดความสำคัญลง เมืองที่เคยคึกคักเริ่มเผชิญกับสภาวะการเติบโตของเมืองเริ่มเกิดการชะลอตัว คนรุ่นใหม่ย้ายออก อาคารเก่าทรุดโทรม และมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซบเซาลง 


แทนที่จะรื้อแล้วสร้างใหม่ คาวาโกเอะเลือกแนวทางในการรักษาและใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ โดยเน้นการอนุรักษ์รูปแบบอาคารเดิมไว้อย่างประณีต พร้อมปรับบทบาทของพื้นที่ให้สามารถรองรับการใช้งานในปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม โดยเมืองคาวาโกเอะได้รับเลือกเป็นเขตอนุรักษ์สำคัญสำหรับกลุ่มอาคารแบบดั้งเดิม ภายใต้ กฎหมายคุ้มครองสมบัติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น พร้อมกำหนดแผนอนุรักษ์และฟื้นฟู ที่มีแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ภายในย่าน ยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์เมืองไว้ได้  


ภายใต้กรอบดังกล่าว การสร้างอาคารใหม่หรือการดัดแปลงอาคารเดิมจะถูกกำกับด้วยข้อกำหนดที่มีรายละเอียดทั้งสัดส่วน ความสูง รูปแบบสถาปัตยกรรม และวัสดุ ที่สอดคล้องกับบริบทของเมืองเก่าคาวาโกเอะ รวมไปถึงแนวทางการออกแบบป้ายร้านค้า พื้นที่สาธารณะ และการตกแต่งอาคารเพื่อให้บรรยากาศของย่านดูสอดคล้องไปกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม 

ภาพ บรรยากาศภายในย่านเมืองเก่าคาวาโกเอะ | ภาพจาก Marchima T

นอกจากการสนับสนุนด้านวัฒนธรรม ยังมีการสนับสนุนทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้เมืองเก่าแห่งนี้สามารถคงคุณค่าทางวัฒนธรรมไปพร้อมกับการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น โดยมีการจัดตั้งศูนย์อุตสาหกรรม
และการท่องเที่ยวเมือง
คาวาโกเอะ
 (Kawagoe City Industry and Tourism Center) 
หรือที่รู้จักกันในชื่อ โคเอโดะ คุราริ (小江戸 蔵里) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดแสดง และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากจังหวัดไซตามะ เช่น เหล้าบ๊วย สาเก รวมถึงผลิตภัณฑ์พื้นเมืองอื่น ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ากับนักท่องเที่ยวโดยตรง 

 

ส่งเสริมให้ย่านเมืองเก่าคาวาโกเอะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้โตเกียวที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้บรรยากาศที่ร้านค้าแบบดั้งเดิม และธุรกิจร่วมสมัยสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ขณะเดียวกัน ชุมชนท้องถิ่น ยังมีบทบาทสำคัญในการดูแลพื้นที่และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิดความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของเมือง และทำให้การฟื้นฟูเมืองเก่า ไม่ได้เป็นเพียงการอนุรักษ์เชิงกายภาพ แต่เป็นกระบวนการพัฒนาเมืองที่มีความประณีตในรายละเอียด ทั้งในเชิงของศิลปวัฒนธรรม และในเชิงของวิถีชีวิต 

ภาพ บรรยากาศภายในย่านเมืองเก่าคาวาโกเอะ | ภาพจาก Marchima T

ในปัจจุบัน คาวาโกเอะจึงไม่ใช่แค่เมืองเก่าที่ถูกอนุรักษ์ไว้ แต่เป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกัน
ของอดีต และปัจจุบัน
อย่างมีชีวิตชีวา
 สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก
อย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง
การรักษาอดีต กับการปรับตัวสู่ปัจจุบัน
หากแต่สามารถออกแบบให้ทั้งสองดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล และเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

 

เมื่อมองย้อนกลับไปยังทั้ง 3 พื้นที่ จะเห็นว่าแม้ทั้งหมดจะเป็นย่านที่มีบทบาทแตกต่างกัน
อย่างชัดเจน แต่ทุกที่ล้วนมีจุดร่วมสำคัญคือการพัฒนาเมืองที่คิดจากจังหวะการใช้งาน
ของผู้คนในพื้นที่ มากกว่าการมองเมืองผ่านกรอบของอาคารขนาดใหญ่ มูลค่าที่ดิน
หรือภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
 

 

หันกลับมามองเมืองไทยจะพบว่าโอกาสในการพัฒนาในลักษณะเดียวกันนี้มีอยู่มากกว่าที่คิด
เรามีทั้งเมืองใหม่ที่กำลังขยายตัว ย่านธุรกิจใจกลางเมืองที่หนาแน่น และเมืองเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์กระจายอยู่ทั่วประเทศ สิ่งที่ยังขาดอยู่จึงไม่ใช่ศักยภาพของพื้นที่
 

สิ่งที่ประเทศไทยขาดอยู่
คือ กรอบแนวคิดในการมองเมืองเป็นภาพรวม และการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ระหว่าง ภาครัฐ เอกชน และชุมชน

หากเมืองไทยสามารถนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้ได้ การพัฒนาเมืองจะไม่จำกัดอยู่เพียงการสร้างอาคารเพิ่ม ตัดถนนใหม่ หรือดึงนักท่องเที่ยวในระยะสั้น แต่จะนำไปสู่เมืองที่คนอยากอยู่ อยากทำงาน และอยากมาเยือน ย่านที่อยู่อาศัยจะมีคุณภาพมากขึ้น พื้นที่เศรษฐกิจ จะมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และเมืองเก่าจะกลายเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจที่ยังมีชีวิตไม่ใช่เพียงฉากหลังของอดีต 

อ้างอิง

Writer & Photographer

Picture of Marchima Thaigarunwongs

Marchima Thaigarunwongs

Picture of Kronrawan Soisunthorn

Kronrawan Soisunthorn

Urban researcher and spatial designer exploring cities through everyday life, human narratives, and lived experiences.

Share this:

Like this:

Like Loading…

Discover more from Urbanflip

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading