ก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นี้ การปราศรัย ดีเบต และประชาสัมพันธ์นโยบายของแต่ละพรรคการเมืองได้มีการดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นำโดยพิธีกร นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้มีการจัดรายการสัมมนา “ครอบครัวข่าว 3 Forum 2026 ทิศทางโลก ทิศทางไทย” เพื่อให้เป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอและชูวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองที่ได้ลงประชันในสนามเลือกตั้งประจำปีนี้ ซึ่งในรายการดังกล่าวได้มีพรรคการเมืองเข้าร่วมทั้งหมด 3 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย
ทีม UrbanFlip ในฐานะคนทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเมืองไปพร้อมกับมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า ประเทศไทยสามารถดีขึ้นกว่านี้ได้ ขอชวนผู้อ่านมาร่วมพิจารณาอนาคตของประเทศไทยผ่านการสำรวจนโยบายของพรรคการเมืองผ่าน “ฉากทัศน์นโยบาย 2569”
ซึ่งทางทีม UrbanFlip ได้สังเคราะห์จากการพิจารณานโยบายและวิสัยทัศน์ของทั้ง 3 พรรคการเมืองที่ได้ประลองบนเวทีข้างต้น โดยรายละเอียดมีดังนี้
โดยจากนโยบายของทั้ง 3 พรรคการเมืองที่ปรากฏบนแต่ละจุดบนจตุภาค ได้สะท้อนการให้ความสำคัญในการดำเนินนโยบายที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการส่งเสริมรัฐสวัสดิการ หรือสะท้อนวิสัยทัศน์ “รัฐสวัสดิการสายท้าชน ประชานิยมสุดคลาสสิค” ดังเห็นได้จากในภาพว่า นโยบายของทั้ง 3 พรรค ได้ปรากฏบนจตุภาคที่ 1 และ จตุภาคที่ 2 ที่เป็นการจัดการแก้ไขโครงสร้างโดยการส่งเสริมนโยบายเดิมและการจัดการนโยบายใหม่ที่นำโดยภาครัฐเป็นหลัก ในขณะที่นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการดึงดูดการลงทุน จากภาคเอกชนเพื่อการแก้ไขโครงสร้างและการแก้ไขต่อยอดจากของเดิมถูกให้ความสำคัญรองลงมา
การนำเสนอบนเวทีวิสัยทัศน์ของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย (เรียงตามลำดับการนำเสนอ) โดยผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (Candidate) ของทั้ง 3 พรรค ได้มีการฉายภาพนโยบายที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งนี้ หากพิจารณานโยบายบนจตุภาคจะพบว่าแต่ละพรรคล้วนมี การให้ความสำคัญกับการแก้ไขและพัฒนาที่ทั้งแตกต่างหรือมีจุดร่วมเดียวกัน ซึ่งทางทีม Urbanflip จะขอนำเสนอฉากทัศน์นโยบายต่อไปนี้ เพื่อให้เป็นหนึ่งในการประกอบการ ตัดสินใจต่อเหล่าฟลิปเปอร์และผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปีนี้
มีการนำเสนอนโยบายซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ “ซ่อมรากฐานอย่างมีอาชีพ ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โดยเน้นการมีบทบาทนำของรัฐบาลในการส่งเสริมนโยบายซึ่งเป็นการสานต่อและต่อยอดจากนโยบายเดิม (จตุภาคที่ 3) ได้แก่ นโยบายส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะครบวงจร (รถเมล์ 10 บาท และรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย) นโยบายเกษตรทันสมัย นโยบายล้างหนี้ และนโยบายส่งเสริมสินค้าไทย และขยายโอกาสให้กับ StartUp
ขณะที่นโยบายที่มุ่งแก้ไขต่อยอดจากของเดิมและมีภาคเอกชนเป็นผู้นำในการส่งเสริมนโยบาย ถูกหยิบขึ้นมาพูด ในครั้งนี้น้อยสุด (อันเนื่องจากเป็นนโยบายที่เป็นที่แพร่หลายมาแล้วนับตั้งแต่ยุครัฐบาลไทยรักไทยและรัฐบาลเพื่อไทย)
มีการนำเสนอนโยบายซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ “ไม่ต้องมีสี เส้น และส่วย สู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นธรรม โปร่งใส และทันโลก” โดยเน้นการมีบทบาทนำของรัฐบาล ในการมุ่งแก้ไขโครงสร้าง (จตุภาคที่ 2) ได้แก่ นโยบายปลดล็อกที่ดิน นโยบายเพื่อการส่งเสริมค่าแรงเป็นธรรมร้อยละ 4 ตามเงินเฟ้อ นโยบายการปรับยุทธศาสตร์สร้างความมั่นคง และการต่างประเทศใหม่ นโยบายปฏิรูปและฟื้นฟูความเชื่อมั่น และนโยบายเกิดดี อยู่ดี ตายดี
เช่นเดียวกัน นโยบายที่มุ่งแก้ไขต่อยอดจากของเดิมและมีรัฐบาลเป็นผู้นำในการส่งเสริมนโยบายก็ถูกหยิบยกมาพูดถึง และมีการให้ความสำคัญที่เทียบเท่ากัน ขณะที่นโยบายที่มุ่งแก้ไขต่อยอดจาก ของเดิมและมีภาคเอกชนเป็นผู้นำ ในการส่งเสริมนโยบายถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงน้อยสุด
มีการนำเสนอนโยบายซึ่งสะท้อน วิสัยทัศน์ “ยุทธศาสตร์พลัส สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน” นโยบายที่มุ่งแก้ไข ต่อยอดจากของเดิมและมีรัฐบาลเป็นผู้นำในการส่งเสริมนโยบาย (จตุภาคที่ 3) ได้แก่ นโยบายเมดอินไทยแลนด์พลัส นโยบายเพื่อการส่งเสริมอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว นโยบายเพื่อการศึกษาเท่าเทียมพลัส และนโยบายคนละครึ่งพลัส ขณะที่นโยบายที่มุ่งแก้ไขต่อยอดจากของเดิมและมีภาคเอกชนเป็นผู้นำในการส่งเสริมนโยบายถูกหยิบมาพูดถึงน้อยสุด
จากการพิจารณานโยบายของแต่ละพรรคผ่านจตุภาคทั้ง 4 นอกจะทำให้เห็นการให้น้ำหนักและความสำคัญในแต่ละนโยบายแล้ว ยังสามารถสะท้อนให้เห็นทิศทางของการพัฒนาประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง ในปี 2569 นี้ ถึงการ “มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง และลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม” ดังที่ปรากฏในภาพซึ่งจะเห็นว่า มีการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมนโยบายเพื่อแก้ไขโครงสร้างเป็นส่วนใหญ่ อันถือเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนและเป็นการวางรากฐานให้กับการก่อร่างของรัฐสวัสดิการ ให้สามารถเติบโตขึ้นในสังคมไทยได้อย่างมั่นคง
ทางทีม Urbanflip ก็มีความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า ภายหลังการเลือกตั้ง ในปี พ.ศ. 2569 นี้ ประเทศไทยจะสามารถมีการเมืองเลือกตั้งที่เข้มแข็ง พร้อมกันนั้นนโยบายที่หลากหลายซึ่งถูกป่าวประกาศก้องตลอดการหาเสียง จะสามารถยังผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนไทยรุดไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงโดยปราศจากความพะวงจากความเสี่ยงอันเกิดจากการเมืองเลือกตั้งที่อ่อนแอมาตลอดนับทศวรรษ
"I am the most important person in my own life.
So, I’ll just be myself—and that makes me beautiful."
Urban researcher and spatial designer exploring cities through everyday life, human narratives, and lived experiences.
Junior graphic designer, urban researcher, tarot reader, and author (sometimes writing, sometimes throwing...?_?)—blending creativity to craft stories that resonate and explore life’s deeper layers through diverse mediums.
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.