รู้จักกับ “สภาวะเมืองหดตัว” (Urban Shrinkage)

อนาคตของศูนย์กลางเมืองในประเทศไทย เมื่อเมือง “ขยาย” แต่เศรษฐกิจ “ไม่โต”

เราอาศัยอยู่ในบรรยากาศของเมืองในภาพจำที่ว่า หากเมืองยิ่งขยายตัว นั่นหมายถึง เมืองยิ่งมีความเจริญ ไม่ว่าจะเป็นการแผ่ขยายในทางนอน กล่าวคือ ผู้คนเริ่มปักหลักถิ่นฐานในพื้นที่อื่น ๆ โดยรอบหรือไกลออกไปจากศูนย์กลางเมือง หรือการแผ่ขยายในทางตั้ง ที่หมายถึง ภาพอาคารที่สูงและกระจุกตัวกันมากขึ้น ประชากรหนาแน่นขึ้นในจุดใดจุดหนึ่ง แต่ในอีกด้านหนึ่งของภาพจำดังกล่าว สถานการณ์นี้ไม่สามารถมองเฉพาะในแง่บวกได้เสมอไป หากแต่สามารถสะท้อนถึงการ หดตัว” ของย่านเมืองเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการลดลงของจำนวนคนและเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ  

ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “Urban Shrinking” หรือ “สภาวะเมืองหดตัว” ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญของผู้วางแผนเมืองและผู้บริหารท้องถิ่นทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งเจนและปีเตอร์จากเออร์เบิ้นฟลิปอยากชวนทุกคนมาวิเคราะห์หาทางแก้ปัญหาไปด้วยกัน 

“เมืองหดตัว” คืออะไร

นิยามของ “เมืองหดตัว” อย่างง่ายที่สุดคือ  

เมืองที่มีประชากรลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจและสังคมในย่านนั้นเริ่มซบเซา

โดยในเชิงกายภาพ พื้นที่เมืองพบอาคารบ้านเรือนถูกทิ้งร้าง สิ่งอำนวยความสะดวกหรือโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะที่รองรับคนจำนวนมากกลับไม่ถูกใช้งาน ทำให้ไม่ได้รับการดูแลและฟื้นฟูจนกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่หรือสิ่งปลูกสร้างที่เสื่อมสภาพไป 

อ่านสัญญาณเมืองหดตัวในมิติประชากร เศรษฐกิจ และโครงสร้างเมือง

เมืองหดตัวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะโลกเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือการตกอยู่ในภาวะสงคราม แต่อาจเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 

  • ปัจจัยด้านประชากรและสังคม ตัวชี้วัดหลักในการวิเคราะห์สภาวะการหดตัวของเมือง จากการที่เมืองเผชิญกับการสูญเสียประชากรอย่างต่อเนื่องจากทั้งการย้ายถิ่นฐานของประชากรวัยทำงานไปยังเมืองที่มีเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และการเกิดของประชากรที่ลดลงพ่วงกับการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุที่แปรผกผันกับจำนวนวัยแรงงาน แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรขนานใหญ่ 
  • ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของเมือง ทั้งการลดลงของกิจกรรมภาคการผลิต การย้ายฐานการผลิตออกนอกพื้นที่ และสภาวะที่ไม่สามารถสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่เพื่อทดแทนฐานเดิม ส่งผลให้การจ้างงานในท้องถิ่นลดลง อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น และกำลังซื้อภายในเมืองอ่อนตัวลง ขณะเดียวกัน การลดลงของการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ก็สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตของเมืองที่ถดถอยลง และที่สำคัญ การหดตัวทางเศรษฐกิจยังส่งผลให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีของภาครัฐลดลง ความสามารถในการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการสาธารณะ และการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จึงลดลงตามกันไป 
  • ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความต้องการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะที่ลดลงในปัจจุบัน การเพิ่มขึ้นของอาคารที่พักอาศัยและอาคารพาณิชยกรรมที่ไม่มีการใช้งานหรือถูกปล่อยให้ว่าง ซึ่งเป็นผลเชื่อมโยงจากการลดลงของประชากร การย้ายถิ่นฐาน และความไม่สมดุลระหว่างจำนวนอาคารที่มากสวนทางกับความต้องการใช้งานจริง เมื่อโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะจำนวนมากถูกใช้งานต่ำกว่าศักยภาพ กลายเป็นสิ่งที่เพิ่มภาระในการบริหารจัดการเมือง จึงเกิดการบำรุงรักษาที่ไม่เพียงพอ เกิดความล่าช้าในการพัฒนา ซึ่งการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมเมืองดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง 

จะเห็นได้ว่า “ประชากรศาสตร์” เป็นประเด็นที่ผูกโยงต่อทุกปัจจัยที่ก่อให้เกิดสภาวะหดตัวในเมือง ทั้งการลดลงของประชากรวัยแรงงานที่กระทบต่ออัตราการจ้างงานที่ลดลง การว่างงานที่สูงขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเมืองลดลง การใช้งานทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานในเมืองลดลง ขณะเดียวกัน การลดลงของเครือข่ายบริการสาธารณะและระบบคมนาคมขนส่ง เช่น ระบบน้ำประปา พลังงาน โรงเรียน โรงพยาบาล และการขนส่งสาธารณะ เป็นความท้าทายในปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เร่งให้เมืองเข้าสู่วงจรการหดตัว ส่งผลให้ความ 
น่าอยู่อาศัยและศักยภาพการแข่งขันของเมืองถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ดังประเด็นที่สะท้อนมา 

สถานการณ์เมืองหดตัวที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ

หัวข้อที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นด้าน “ประชากรศาสตร์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดสภาวะเมืองหดตัว ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อจำนวนประชากรแล้ว ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจ การให้บริการสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง อันนำไปสู่ความเสื่อมถอยของ สภาวะความเป็นศูนย์กลางของเมือง อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้าน การลดลงของศักยภาพการใช้งานโครงสร้างพื้นฐาน” ก็เป็นความท้าทายซึ่งในหลายเมืองทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยเฉพาะกับเมืองขนาดกลางที่กำลังเติบโต และเมืองขนาดเล็กที่อาจปรับตัวพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน 

ประเทศโปแลนด์

Tadeusz Stryjakiewicz ละ 
Emilia Jaroszewska (2020) ศึกษาข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเมืองในประเทศโปแลนด์จากสำนักงานสถิติแห่งชาติโปแลนด์ (Statistics Poland) พบสภาวะเมืองรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการเป็นเมืองเติบโต เมืองคงตัว รวมถึงเมืองหดตัว โดยแสดงให้เห็นว่าช่วงปี .. 1950-2015 เมืองที่เกิดการสูญเสียประชากรอย่างมีนัยสำคัญอย่างน้อย ปีติดต่อกัน และเมืองที่มีอัตราการลดลงของประชากรเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 0.15 ต่อปี อย่างต่อเนื่อง ถือว่าเมืองกำลังเผชิญกับสภาวะเมืองหดตัว (คิดเป็นจำนวน 307 เมืองจาก 829 เมืองในประเทศโปแลนด์) 

เมืองที่มีภาวะหดตัว เมืองที่มีเสถียรภาพ และเมืองที่มีการเติบโตของประเทศโปแลนด์ในมิติด้านประชากร ระหว่างปี ค.ศ. 1990–2015 ที่มา: สำนักงานสถิติโปแลนด์ เรียบเรียงโดย Tadeusz Stryjakiewicz และ Emilia Jaroszewska (2020)

ประเทศจีน

การพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตอย่างรวดเร็วภายหลังการปฏิรูปและเปิดประเทศ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเกินกว่าความต้องการจริงของประชากรเมือง โดยเฉพาะการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่ยังไม่มีการตั้งถิ่นฐานอย่างหนาแน่น จนเกิดปรากฏการณ์ “Ghost City” ที่สะท้อนถึงอัตราการว่างของที่อยู่อาศัยในระดับสูง ซึ่งในหลายกรณีเกินกว่าร้อยละ 5 อันเป็นขีดจำกัดที่บ่งชี้ถึงความต้องการด้านที่อยู่อาศัยต่ำและการใช้ที่ดินที่ไม่มีประสิทธิภาพ 

ประเทศญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินว่างเปล่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการลดลงของประชากร อัตราการเกิดที่ต่ำ และการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ โดยในปี .. 2018 อัตราส่วนบ้านว่างต่อบ้านทั้งหมดอยู่ที่ร้อยละ 13.6 นอกจากนี้ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะความไม่สมดุลระหว่างมูลค่าทรัพย์สินและค่าบำรุงรักษาอาคาร ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยจำนวนมากถูกปล่อยทิ้งร้าง ซึ่งกระทบต่อภูมิทัศน์เมือง ความปลอดภัย และการจัดการภัยพิบัติ 

ประเทศเกาหลีใต้

กรณีศึกษาของประเทศเกาหลีใต้ชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของที่อยู่อาศัยว่าง โดยเฉพาะในเขตใจกลางเมืองใหญ่ เช่น เมืองอินชอน กำลังเผชิญสภาวะเมืองหดตัว แม้ภาพรวมของประเทศจะยังคงมีการเติบโตก็ตาม โดยในปี .. 2015 พบว่าที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้ใช้งานมีประมาณ 1.07 ล้านหลัง คิดเป็นร้อยละ 6.5 ของบ้านทั้งหมด และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับปี .. 2010 สาเหตุหลักมาจากการลดลงของประชากร การย้ายถิ่น และโครงสร้างประชากรสูงอายุ ซึ่งส่งผลต่อการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานและฐานเศรษฐกิจของเมือง 

ประเทศเยอรมนี

กรณีศึกษาเมือง Leipzig แสดงให้เห็นถึงอัตราการว่างของอาคารที่พักอาศัยในระดับสูง โดยตั้งแต่ปี .. 2000 อัตราการว่างสูงสุดอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 และในบางพื้นที่ใกล้เคียงสูงถึงร้อยละ 30 สาเหตุสำคัญมาจากการลดลงของประชากร การย้ายถิ่น และอุปทานที่อยู่อาศัยส่วนเกิน ซึ่งส่งผลให้มีการใช้โครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะลดลง แม้ในระยะต่อมาเมืองจะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและมีการย้ายถิ่นกลับของประชากรเพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบจากภาวะเมืองหดตัวยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ 

ประเทศกรีซ

กรณีศึกษาเมือง Larissa สะท้อนผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปี .. 2011 ซึ่งนำไปสู่การปิดกิจการจำนวนมากและการลดลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและการค้าปลีก ส่งผลให้เกิดอาคารพาณิชยกรรมว่างเปล่าในระดับสูง แม้จะไม่มีการกำหนดอัตราส่วนมาตรฐานที่ชัดเจน แต่การกระจุกตัวของสถานประกอบการที่ไม่มีผู้เช่า โดยเฉพาะในพื้นที่รอบนอกเมือง สะท้อนถึงความเสี่ยงต่อการหดตัวของเมืองและความท้าทายในการฟื้นฟูพื้นที่เมือง 

อัตราส่วนระหว่างสถานประกอบการที่ไม่มีผู้เช่าและสถานประกอบการที่มีผู้เช่า ปี ค.ศ. 2008 (ซ้าย) และค.ศ. 2014 (ขวา)

กรณีศึกษาต่าง ๆ ที่ผ่านมา จึงอาจอนุมานได้ว่า 

ยังไม่ปรากฏรายงานการศึกษาหรือผลงานวิจัยใดที่ยืนยันค่า “อัตราส่วน” ที่เป็นมาตรฐานกลางสำหรับใช้ประเมินสภาวะเมืองหดตัว ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกพื้นที่ในระดับสากล

เนื่องจากบริบทของแต่ละเมืองมีความแตกต่างกันทั้งในด้านโครงสร้างประชากร ฐานเศรษฐกิจ รูปแบบการใช้ที่ดิน และระบบการบริหารจัดการเมือง อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบจากกรณีศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความท้าทายร่วมกันของเมืองในการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับระดับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนความจำเป็นในการออกแบบแนวทางฟื้นฟูเมืองที่มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเมืองในระยะถัดไปอย่างเหมาะสม 

แบบจำลองความสัมพันธ์ของสาเหตุและปัจจัยที่หลากหลายที่ก่อให้เกิดสภาวะเมืองหดตัว ประกอบด้วยปัจจัยกระตุ้น กระบวนการที่ก่อให้เกิดสภาวะเมืองหดตัว และผลกระทบ ที่มา: A. Haase, D. Rink; model: D. Haase (2012)

เมืองหดตัวของประเทศไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร และรู้หรือไม่ว่าขนาดมันใหญ่กว่าที่คุณคิด?

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยในช่วง 30 ถึง 40 ปีที่แล้ว เคยเกิดค่านิยมในการซื้อที่อยู่อาศัยย่านชานเมืองเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากในเมืองและออกไปหาความสงบที่ “พื้นที่ชนบท” อีกทั้งยังมีกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ชานเมืองที่ใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ในการทำเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงชีพอาศัยอยู่เป็นทุนเดิม ส่งผลให้มีประชากรจำนวนมากออกไปอยู่อาศัยนอกเมือง  

เมื่อมีประชากรอาศัยอยู่มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเกิด “กระบวนการกลายเป็นเมือง” ขึ้นด้วยตัวเอง ทำให้เกิดพื้นที่พาณิชยกรรมขนาดย่อม อาทิ ตลาด เพื่อรองรับการอยู่อาศัยของประชากรโดยรอบ และเมื่อกาลเวลาผ่านไป ขนาดของพื้นที่พาณิชยกรรมเริ่มขยายตัวและปะปนกับที่อยู่อาศัยมากขึ้น จากตลาดขนาดเล็ก ๆ เริ่มกลายเป็นย่านตึกแถวรวมถึงห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นที่กระจายตัวในพื้นที่ชานเมืองเป็นจำนวนมาก เมื่อผู้คนออกไปอาศัยอยู่ที่ชานเมือง ภาครัฐจึงมีหน้าที่ในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ให้กระจายตัวตามออกไปด้วย 

แต่ในยุคสมัยปัจจุบัน ด้วยค่านิยมที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมได้ส่งผลให้วิถีชีวิตของผู้คนเริ่มกลับเข้ามาอาศัยในเมืองใหญ่ เพื่อโอกาสในการเจริญเติบโตและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เกษตรกรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทก็เริ่มส่งลูกหลานเข้ามาเรียนในเมืองเพื่อการศึกษาที่ดี รวมถึงประชากรที่เริ่มก้าวเข้าสู่วัยทำงานก็เลือกที่จะเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ หาดใหญ่ ส่งผลให้เศรษฐกิจของเมืองใหญ่เติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ขณะที่เมืองขนาดเล็กกลับสูญเสียประชากรอย่างต่อเนื่อง ผู้คนจึงยิ่งต้องการย้ายเข้าสู่เมืองใหญ่ 

จนกลายเป็นวัฏจักรของแรงดึงดูดให้เกิดเมืองหดตัว ที่หมุนซ้ำอย่างไม่สิ้นสุด

ในขณะเดียวกันในพื้นที่ชนบทหรือเมืองที่มีขนาดเล็กกว่า เช่น สระบุรี พะเยา ตรัง ที่ประชากรวัยทำงานหรือวัยที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทำงานก็ถูกดึงดูดให้ไปอยู่อาศัยในเมืองใหญ่ ซึ่งวัจักรดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เมืองก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยตามมา นี่คือสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยมานับ 10 ปี โดยมีบทความจากรองศาสตราจารย์ ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ (2563) (สามารถอ่านบทความได้ที่นี่)

ที่กล่าวถึงสภาวะเมืองหดตัวในประเทศ โดยใช้ข้อมูลสถิติจำนวนประชากรรายอำเภอของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2562 เป็นเครื่องมือในการชี้วัดสภาวะเมืองหดตัว ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีพื้นที่เมืองรองและเมืองขนาดเล็กจำนวนมากที่กำลังเจอกับสภาวะเมืองหดตัวและกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย 

อัตราการเติบโตของประชากรที่สะท้อนสภาวะเมืองหดในประเทศไทย แสดงผ่านแผนที่ปรากฏการณ์เมืองหดในประเทศไทย พ.ศ. 2562 ที่มา: ข้อมูลจาก สำนักงานบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ภาพจาก The 101.World (2563)

ผลกระทบของเมืองหดตัว ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เมื่อประชากรในย่านต่าง ๆ ลดลง ผู้คนที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็เริ่มจางหายไป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ประโยชน์ในย่านนั้นที่เริ่มซบเซาตามลงไปเรื่อย ๆ หรืออย่างในประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประชากรสูงวัยอาจไม่สามารถเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อีกต่อไป 

เราอยากหยิบอีกหนึ่งงานวิจัยคือ โครงการการพัฒนาฟื้นฟูศูนย์กลางพาณิชยกรรมเมืองสระบุรี เพื่อรับมือกับสภาวะเมืองหดตัว (2567) ที่เจนและปีเตอร์ในฐานะนักวิจัยของ Social Design Lab คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดทำร่วมกับเทศบาลเมืองสระบุรี โดยมีการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์สภาวะเมืองหดตัวอันเป็นสาเหตุของการลดลงของประชากรในพื้นที่ นั่นคือ “การสำรวจจำนวนอาคารที่ไม่มีการใช้ประโยชน์” ซึ่งผลการศึกษาพบว่าอาคารประเภทห้องแถวและอาคารพาณิชย์ มีสัดส่วนที่ไม่มีการใช้งานมากถึงร้อยละ 22 แม้จะดูเป็นตัวเลขที่ดูน้อย แต่หากย้อนกลับไปยังสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญตามที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า สระบุรีมีสัดส่วนของอาคารที่ไม่มีการใช้งานสูงกว่าเกือบทุกประเทศ เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้หรือนี่อาจเป็นสัญญาณที่ชี้ชัดแล้วว่า “สระบุรีกำลังเผชิญกับสภาวะเมืองหดตัว 

การสำรวจการใช้งานอาคารในพื้นที่เทศบาลเมืองสระบุรี ที่มา: คณะวิจัย Social Design Lab คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2567)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลระดับแผนที่อย่างเดียวคงจะพิสูจน์อะไรไม่ได้ เราทั้งสองคนและทีมนักวิจัยจึงได้นำสภาพพื้นที่จริงในพื้นที่ศึกษาของงานวิจัยดังกล่าวมาให้ทุกคนได้ดู เพื่อที่จะได้เห็นว่า ทั้งตลาดและพื้นที่ริมถนนในย่านพาณิชยกรรมหลักของเมืองที่ได้รับผลกระทบนั้นมีสภาพในปัจจุบันเป็นอย่างไร 

สภาพพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองสระบุรี ที่มา: คณะวิจัย Social Design Lab คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2567)

แต่ผลกระทบของเมืองหดตัวไม่ได้จบเพียงแค่พื้นที่ซบเซ เพราะเมื่อเกิดอาคารร้างมากขึ้นและจำนวนประชากรลดลง ความน่ากลัวของวัฏจักรนี้จะเข้าสู่ระยะต่อไปนั่นคือ สภาพเศรษฐกิจของพื้นที่เริ่มย่ำแย่ ไม่เกิดการลงทุนในพื้นที่จากนักลงทุนภายนอก ไม่เกิดการจ้างงานในพื้นที่ ซึ่งในมุมของภาครัฐเมื่อประชากรลดลง รายได้ที่จะนำเข้ามาบริหารท้องถิ่นก็น้อยลงตามไปด้วย ส่งผลให้ไม่มีงบประมาณเพียงพอในการจัดสรรมาเพื่อดูแลโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในพื้นที่ให้มีคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐานก็เสื่อมโทรมและถูกปล่อยร้างไปตามสภาพ ย้อนกลับเป็นวัฏจักรเดิมที่คนเริ่มย้ายออกไปสู่ความเจริญในเมืองใหญ่เช่นเดิม 

สุดท้ายเมื่อประชากรในเมืองลดลงอย่างไม่หยุดพัก ก็จะทำให้เมืองเหล่านั้นค่อย ๆ สิ้นลมหายใจและจางหายไปจนกลายสภาพเป็น “เมืองร้าง”

นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยและกรณีศึกษาอย่างเมืองสระบุรี ที่เป็นเพียงหนึ่งในพื้นที่ตัวอย่างที่เรายกมาให้ทุกคนได้เห็นภาพมากขึ้น ซึ่งหากลองมองในภาพรวมจะเห็นว่า สภาวะเมืองหดตัวในประเทศไทยมีขนาดใหญ่กว่าแค่ระดับตำบลหรืออำเภอ และวัฏจักรนี้กำลังเกิดขึ้นกับทั่วประเทศ 

ลองนึกถึงเวลาคุณไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงที่ไม่ใช่เทศกาล หรือใครที่เป็นคนต่างจังหวัดก็ลองมองบ้านเกิดของตัวเองแล้วนึกถึงตอนเด็ก ๆ ดู พอจะนึกออกใช่ไหมล่ะว่าเมื่อก่อนกับตอนนี้มันต่างกันขนาดไหน  

เมืองหดตัวไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดตั้งต้นของการปรับตัว

จากสาเหตุที่กล่าวมาก่อนหน้าจะเห็นได้ว่าตัวแปรสำคัญของเรื่องนี้คือ “จำนวนประชากรที่ลดน้อยลง” ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาที่น่าจะเหมาะสมกับเรื่องนี้ที่สุดคือ “ทำอย่างไรให้ประชากรกลับมาอยู่อาศัยในเมือง” ซึ่งในความจริงแล้ว คำตอบของเรื่องนี้ยังไม่มีวิธีที่สามารถรับประกันได้ 100ว่าจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ แต่จากกรณีศึกษาการพัฒนาเมืองในหลายประเทศสะท้อนให้เห็นว่า สภาวะเมืองหดตัวมิได้หมายถึงความล้มเหลวของการพัฒนา หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เมืองต้องทบทวนบทบาท โครงสร้าง และทิศทางการเติบโตของเมือใหม่ จากเดิมที่การบริหารจัดการเมืองมักอยู่ในลักษณะการตั้งรับต่อการลดลงของประชากร กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการใช้งานโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเมืองจำนวนมากได้เริ่มนำข้อมูลเชิงประจักษ์ในด้านต่าง ๆ มาวิเคราะห์ ออกแบบ และวางแผนการพัฒนาเมืองในเชิงรุก เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ โดยเริ่มจากพื้นที่นำร่องเพื่อดึงดูดประชากรและการลงทุนใหม่ ๆ เข้าสู่พื้นที่ ดังกรณีศึกษาต่อไปนี้ 

การอนุรักษ์ฟื้นฟูตลาดเทศบาลเมืองเก่า สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

กรณีศึกษา “Quincy Market” Boston, Massachusetts, USA

แนวทางการฟื้นฟูศูนย์กลางทางการค้าของชุมชนตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 จากปัญหาการจราจรและความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ตลาด ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม ได้มีการนำมรดกทางประวัติศาสตร์และโครงสร้างสถาปัตยกรรมดั้งเดิมมาปรับใช้ใหม่ (Adaptive Reuse) ควบคู่กับการออกแบบกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสาธารณะอย่างเป็นระบบ การผสมผสานร้านค้าปลีก ร้านอาหาร กิจกรรมสร้างสรรค์ และพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสามารถช่วยฟื้นฟูความมีชีวิตชีวาของพื้นที่ และเพิ่มการดึงดูดผู้ใช้งานทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น  

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัด Festival Marketplace ด้วยการบริหารจัดการระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public–Private Partnership: PPP) โดยมีการอำนวยความสะดวกการใช้งานพื้นที่ด้วยการจัดสรรพื้นที่จอดรถกับพื้นที่ทำกิจกรรมอย่างเป็นสัดเป็นส่วน และส่งเสริมการเข้าถึงพื้นที่ด้วยขนส่งมวลชนสาธารณะ ส่งผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรเมืองในปัจจุบัน  

กรณีศึกษานี้จึงแสดงให้เห็นว่า การฟื้นฟูเมืองไม่เพียงเป็นการแก้ไขพื้นที่เสื่อมโทรม หากแต่เป็นการใช้มรดกวัฒนธรรมและศักยภาพเชิงพื้นที่ในการออกแบบนโยบายและโครงการพัฒนา เพื่อดึงดูดการลงทุนและการกลับมาใช้ชีวิตในเมืองอย่างเป็นระบบ 

“Quincy Market” Boston, Massachusetts, USA ที่มา: The Cultural Landscape Foundation (https://www.tclf.org/quincy-market)

การฟื้นฟูโรงงานอุตสาหกรรมเก่าอายุกว่า 100 ปี สู่พื้นที่กิจกรรมสาธารณะของเมือง

กรณีศึกษา “Alembic Factory” Vadodara, Gujarat, India

การฟื้นฟูพื้นที่อุตสาหกรรมเดิมผ่านการอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ควบคู่กับการปรับใช้พื้นที่ใหม่ในรูปแบบการใช้งานแบบผสมผสาน (Mixed-use) เพื่อสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง โดยใช้กลยุทธ์ในการจัดการทดลองใช้พื้นที่ชั่วคราว (Temporary Use) ที่พร้อมด้วยพื้นที่กิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม และชุมชน ซึ่งช่วยแสดงศักยภาพของพื้นที่ในมิติต่าง ๆ สร้างภาพจำพื้นที่การใช้งานใหม่สู่สาธารณะ และลดความเสี่ยงก่อนจะดำเนินการพัฒนาพื้นที่นี้ในระยะยาว  

ภายในโครงการมีการจัดสรรพื้นที่ทั้งเชิงพาณิชย์และพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ กิจกรรมสร้างสรรค์ และการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม กรณีศึกษานี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า การนำข้อมูลเชิงกายภาพ ประวัติศาสตร์ และศักยภาพทางสังคมของพื้นที่มาใช้ในการออกแบบโครงการ สามารถเปลี่ยนพื้นที่อุตสาหกรรมที่เสื่อมโทรมให้กลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมใหม่ของเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเมืองภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“Alembic Factory” Vadodara, Gujarat, India ที่มา: Archdaily (2018); Karan Grover and Associates (2018)

ย่านศิลปะและวัฒนธรรมกลางเมือง พื้นที่ใช้ชีวิตและเรียนรู้ของคนเมือง

กรณีศึกษา “Bras Basah Bugis” Singapore

ย่าน Bras Basah–Bugis เคยเป็นพื้นที่เมืองเก่าที่เสื่อมโทรมและมีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ค่อนข้างต่ำ แม้จะตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพใกล้ย่านการค้าสำคัญและพื้นที่ประวัติศาสตร์ของเมืองก็ตาม ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์โดย Urban Redevelopment Authority (URA) จึงได้กำหนดทิศทางการฟื้นฟูพื้นที่ให้เป็นย่านศิลปะ วัฒนธรรม การเรียนรู้ และความบันเทิง ผ่านการวางกรอบการพัฒนาเชิงนโยบายและกายภาพอย่างเป็นระบบ โดยมีแนวทางสำคัญของการพัฒนาคือ การกำหนด Design Guidelines ควบคู่กับการใช้เครื่องมือ Privately Owned Public Spaces (POPs) เพื่อควบคุมทิศทางการพัฒนาของเอกชนให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การพัฒนาของย่าน  

แนวทางดังกล่าวได้มีการเน้นพัฒนาทางกายภาพที่เชื่อมโยงอาคารซึ่งโดยมากเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนรวมเข้ากับพื้นที่สาธารณะที่ดูแลโดยภาครัฐ เช่น การส่งเสริมการใช้พื้นที่ชั้นล่างของอาคารในลักษณะ Activity-Generating Uses ซึ่งหมายถึง การเปิดพื้นที่ให้เข้าถึงได้ง่าย และการเชื่อมโยงเครือข่ายทางเดินเท้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านการบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะ ได้มีการออกแบบให้รองรับกิจกรรมศิลปะและวัฒนธรรมตลอดทั้งวัน ทั้งทางเดินเท้าแบบมีหลังคา ทางเดินทะลุบล็อก ทางเชื่อมยกระดับ รวมถึงพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้ง เช่น พื้นที่รับประทานอาหารกลางแจ้งและพื้นที่จัดแสดงสินค้า พร้อมทั้งการจัดแสงไฟยามค่ำคืนเพื่อเสริมเอกลักษณ์ของย่านและเพิ่มความปลอดภัย 

การพัฒนาย่าน Bras Basah–Bugis จึงแสดงให้เห็นถึงการใช้เครื่องมือทางผังเมืองและการออกแบบเชิงกายภาพในการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเสื่อมโทรมให้กลายเป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (POPs) และการจัดสรรพื้นที่เมืองอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่สำคัญที่เป็นบทเรียนให้กับการฟื้นฟูพื้นที่เมืองเก่าในบริบทอื่น ๆ ได้ 

“Bras Basah Bugis” Singapore ที่มา: Team Catch Singapore (2024)

พลิกบทบาทโครงสร้างพื้นฐาน สู่ย่านแห่งความหลากหลายทาง Lifestyle

“พื้นที่ศูนย์กลางพาณิชยกรรมเทศบาลเมืองสระบุรี” จังหวัดสระบุรี ประเทศไทย

กลับมาที่ประเทศไทยของเรา จากที่เราได้เคยยก โครงการการพัฒนาฟื้นฟูศูนย์กลางพาณิชยกรรมเมืองสระบุรีเพื่อรับมือกับสภาวะเมืองหดตัว (2567) ที่เราทั้งสองคนได้เคยร่วมวิจัยมาเป็นตัวอย่างของสถานการณ์เมืองหดตัวในประเทศไทยไปแล้ว ในตอนนี้เรามาลองดูกันว่าสระบุรีใช้วิธีใดในการแก้ปัญหา 

คณะวิจัย Social Design Lab (SDL) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2567) ได้ส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดสระบุรีผ่านแนวคิด “RE-LI-VE The City: คืนชีวิตเมืองผ่านการฟื้นฟู ความหลากหลาย และการให้คุณค่า” โดยใช้เครื่องมือ การฟื้นฟูเมือง (Urban Renewal) ที่มีแนวทางสำคัญคือ การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่เสื่อมโทรมหรือไม่มีการใช้งาน โดยเปลี่ยนบทบาทการใช้งานและเป้าหมายการพัฒนาให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันและยุคสมัยมากขึ้น  

เนื่องจากตำแหน่งของเทศบาลเมืองสระบุรีตั้งอยู่บนทางแยกของถนนสายประธานที่จะแยกไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ จึงได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาให้ดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวที่อาจจะเดินทางผ่านเมืองไปให้ได้แวะพัก กิน เที่ยว ที่สระบุรีก่อน ซึ่งทางทีม SDL ได้ใช้ 3 โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเป็นโครงการนำร่อง ได้แก่ 

1. อาคารหอประชุมอบจ.สระบุรี (หลังเก่า) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเทศบาลเมืองสระบุรี จากเดิมที่มีสภาพถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่มีการใช้งาน ได้พลิกบทบาทมาเป็น “ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรม และพื้นที่สนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่น เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับคนในพื้นที่ผ่านสิ่งอำนวยความสะดวกที่เข้ากับยุคสมัย และเป็นศูนย์วัฒนธรรมที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมาได้ 

บรรยากาศการพัฒนาอาคารหอประชุมอบจ.สระบุรี (หลังเก่า) ที่มา: คณะวิจัย Social Design Lab คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2567)

2.ตลาดสดเทศบาลเมืองสระบุรีจากเดิมที่มีสภาพซบเซาเนื่องจากผู้เช่าลดลง ได้พลิกบทบาทมาเป็น “ศูนย์อาหาร พื้นที่สังสรรค์ และศูนย์รวมของฝาก เพื่อเป็นพื้นที่แวะพักทานอาหารและซื้อของฝากของนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา และในยามค่ำคืนก็เป็นพื้นที่กินดื่มสังสรรค์ของคนในพื้นที่ไปด้วยในตัว

บรรยากาศการพัฒนาตลาดสดเทศบาลเมืองสระบุรี ที่มา: คณะวิจัย Social Design Lab คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2567)

3. ถนนสุดบรรทัด เดิมเป็นถนนสายการค้าที่โด่งดังของย่าน แต่ปัจจุบันมีสภาพซบเซา ร้านค้าปิดตัวจำนวนมาก จึงได้มีการกำหนดทิศทางการพัฒนาเพื่อเป็นย่านแห่งความหลากหลายของกิจกรรมและพื้นที่รองรับเทศกาลเมือง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียงในช่วงเทศกาลและเป็นพื้นที่นันทนาการให้กับคนในย่าน 

บรรยากาศการพัฒนาถนนสุดบรรทัด ที่มา: คณะวิจัย Social Design Lab คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2567)

การกำหนดทิศทางการพัฒนาใหม่ของเทศบาลเมืองสระบุรี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองแก้ปัญหาและรับมือกับสภาวะเมืองหดตัวในประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง ผ่านการใช้เครื่องมือทางผังเมืองในการแก้ปัญหา ซึ่งก็ต้องติดตามผลลัพธ์กันต่อไปในอนาคตว่าแนวทางการแก้ปัญหานี้จะสามารถแก้ปัญหาสภาวะเมืองหดตัวได้มากน้อยเพียงใด 

จะเห็นได้ว่ากรณีศึกษาการแก้ปัญหาเมืองหดตัวที่ได้นำเสนอมา เน้นการแก้ปัญหาเมืองด้วยการฟื้นฟูเมือง (Urban Renewal) เป็นแนวทางหลักของการพัฒนา ที่ไม่ว่าจะเป็นการปรับใช้พื้นที่และอาคารที่ถูกทิ้งร้างให้เกิดประโยชน์ การยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อดึงดูดประชากรให้กลับเข้ามาอยู่อาศัย และการฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเมือง ซึ่งส่งผลบวกต่อทั้งมิติกายภาพ ผู้คน และบริการสาธารณะของเมือง ควบคู่กับการออกแบบนโยบายและโครงการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและจูงใจการลงทุนจากภาคเอกชน  

แนวทางดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า การฟื้นฟูเมืองภายใต้สภาวะเมืองหดตัวไม่ได้มุ่งเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หากแต่เป็นการวางรากฐานสู่การจัดสรรทรัพยากรเมืองอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และเอื้อต่อการปรับตัวของเมืองในระยะต่อไป เมืองหดตัวจึงอาจไม่เป็นเพียงปัญหาที่ต้องรับมือและแก้ไขเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นโอกาสในการปรับตัวและกำหนดอนาคตของเมืองบนฐานข้อมูลและความเข้าใจเชิงระบบอย่างรอบด้านเช่นกัน 

“ ในปัจจุบันวัฏจักรนี้ยังคงดำเนินอยู่อย่างไม่หยุดพัก เหมือนเครื่องจักรที่ไม่รู้จักเหนื่อย ค่อย ๆ กลืนกินเมืองเล็ก ๆ ให้สิ้นลมลงไปทุกวัน ”

อ้างอิง

  • Bai, X., Chen, J., & Shi, P. (2012, January). Landscape Urbanization and Economic Growth in China: Positive Feedbacks and Sustainability Dilemmas. Environmental, Sceince, & Technology Policy Analysis, 132-139. 
  • Calabro, J. (2012). Chinese Urbanization: Efforts to Manage the Rapid Growth of Cities. Global Majority E-Journal, 3(2), 75-85. 
  • Haase, D., Haase, A., Kabisch, N., Kabisch, S., & Rink, D. (2012). Actors and factors in land-use simulation: The challenge of urban shrinkage. Environmental Modelling & Software 35, 92-103. 
  • Kudełko, Malago, J., Malago, M., & Monika. (2022). The diversity of demographic potential and socioeconomic development of urban functional areas – Evidence from Poland. 
  • Loncar, S., & Pavić, D. (2020, December). Areas with Abandoned and Vacant Properties In Croatia: A Plea for Recognition, Research, Policies and the Development of Regeneration Strategies. Etnološka Tribina, 197-237. 
  • Stryjakiewicz, T., & Jaroszewska, E. (2022). Shrinking cities in Poland—recent trends of change and emerging policy responses. Postsocialist Shrinking Cities. 
  • Tan, Z., Wei, D., & Zixu, Y. (2020). Housing Vacancy Rate in Major Cities in China: Perspectives from Nighttime Light Data. Liaoning: Wiley. 
  • Wan, J., Wang, Q., & Miao, S. (2024). The Impact of Urbanization on Industrial Transformation and Upgrading: Evidence from Early 20th Century China. Sustainability MDPI, 1-23. 
  • Wolff, M., & Wiechmann, T. (2014). Indicators to measure shrinking cities. 

Writer & Photographer

Picture of Lachar Daengthammachat (Jane)

Lachar Daengthammachat (Jane)

I am the most important person in my own life. So, I’ll just be myself—and that makes me beautiful.
Picture of Jirayut	Wongjaroensatit

Jirayut Wongjaroensatit

Urban Planner who believes in the principle, Good urban design treats 'every single life' as 'a life'.

Picture of Pakkapol Thaveewattanachaikul

Pakkapol Thaveewattanachaikul

A creative designer and storyteller working through motion.
Transforming ideas into meaningful, engaging, and human-centered visual experiences.

Hours

Monday—Friday

09:00 am — 17:00 pm

23/85 Ladprao Alley, Ladprao Road, Chankasem, Chatuchak, Bangkok, Thailand 10900. info@urbanflipth.com

Share this:

Like this:

Like Loading…

Discover more from Urbanflip

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading